การปลูกผมแบบไร้แผลเป็น ด้วยเทคนิค FUE

FUE

Follicular Unit Extraction หรือ FUE เป็นวิธีการเจาะเอาเซลล์รากผมจากหนังศีรษะบริเวณด้านหลัง (ด้านหลังเป็นบริเวณที่เส้นผมแข็งแรง) มาปลูกถ่ายในบริเวณที่ผมบาง หรือไม่มีผม โดยที่แพทย์ไม่จำเป็นต้องเลาะตัดหนังศีรษะของคนไข้ออกมาเป็นชิ้นยาว จึงไร้กังวลเรื่องปัญหาแผลเป็น

วิธีการรักษาด้วยเทคนิค FUE แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉีดยาชา หรือให้คนไข้ทานยานอนหลับแบบอ่อนๆ และแพทย์ถึงจะเริ่มทำการรักษา/ปลูกผมใหม่ด้วยเทคนิค FUE เป็นเทคนิคที่ให้ผลเรื่องความสวยงาม และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ปลูกผมเสร็จก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เทคนิค FUE โดยการใช้เครื่องมือพิเศษหัวเจาะ ที่มีหัวขนาดเล็ก 0.6-0.9 มิลลิเมตร เจาะตรงบริเวณรอบกอผม ตามพื้นที่ที่กำหนด โดยลึกลงไปจรดรากผม ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณท้ายทอยของศีรษะคนไข้ จากนั้นจึงดึงกอผมที่มีความแข็งแรงเหล่านั้นออกมา และแพทย์จะทำการฝังเซลล์รากผมใหม่ไว้ในตำแหน่งที่ต้องการจะปลูก โดยใช้วิธีการปลูกเช่นเดียวกับเทคนิค FUT ขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้ความละเอียดประณีตและความชำนาญเฉพาะทางของแพทย์อย่างมาก

ข้อดีของ FUE


  • หลังการปลูกผม คนไข้จะรู้สึกเจ็บแผลด้านหลังน้อยกว่าเทคนิคแบบ FUT เพราะไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อออกมาและไม่รู้สึกตึงหนังศีรษะ
  • เหมาะกับการปลูกผมที่ใช้จำนวนกอผม(กราฟ)ไม่มากนัก และสามารถเลือกเอาเส้นผมที่มีขนาดเล็กมาปลูกได้ จึงเหมาะกับการปลูกคิ้ว ปลูกขนตา
  • สามารถนำขนจากส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น หนวด เครา ขนหน้าอก ขนแขน ขนหน้าแข้ง มาปลูกที่ศีรษะได้เช่นกัน แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากขนที่นำมาปลูกมีลักษณะหยิก และไม่งอกยาวเหมือนเส้นผมที่หนังศีรษะ จึงอาจดูไม่เป็นธรรมชาติ

ข้อเสียของ FUE


  • รากผมที่ดึงออกจากหนังศีรษะ อาจจะขาดและไม่สมบูรณ์ ทำให้การขึ้นของผมไม่ดีเท่าวิธีFUT
  • ใช้ เวลาค่อนข้างมาก ทำให้การปลูกผมแต่ละครั้ง ได้จำนวนกอผม (กราฟ) ในจำนวนที่จำกัด ซึ่งการทำศัลยกรมปลูกผมด้วยวิธี FUE ไม่ควรทำเกินครั้งล่ะ 3,000 กราฟ แต่การทำแบบ FUT สามารถทำได้มากกว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตึงของหนังศีรษะบริเวณด้านหลังศีรษะ
  • ความหนาแน่นของผมตรงบริเวณท้ายทอยอาจลดลงจากเดิมประมาณ20%

ขั้นตอนการปลูกผมแบบไร้แผลเป็น ด้วยเทคนิค FUE


ขั้นตอนที่ 1 : การเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกผม

แพทย์ทำการออกแบบแนวผมที่จะทำการปลูกใหม่ ให้เหมาะสมกับลักษณะโครงหน้าของคนไข้ การกำหนดพื้นที่บริเวณที่จะปลูกผมและทำการคำนวณกอผม (กราฟ) ผมบริเวณหนังศรีษะบริเวณด้านหลังจะถูกโกนให้สั้น เพื่อให้ง่ายต่อการย้ายเซลล์รากผมที่แข็งแรงจากทางด้านหลังมาปลูกบริเวณที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 2 : การเจาะเพื่อดึงเซลล์รากผม

แพทย์จะทำการฉีดยาชาบริเวณที่จะทำการผ่าตัด เมื่อยาชาออกฤทธิ์ คนไข้จะไม่มีความรู้สึกบริเวณนั้น ผมบริเวณที่ถูกคัดเลือกจะถูกฆ่าเชื้อ ทำความสะอาด แพทย์จะใช้เครื่องมือ พิเศษหัวเจาะ ที่มีหัวขนาดเล็ก 0.6-0.9 มิลลิเมตร เจาะรูเส้นผมทีละรู ลงลึกถึงเซลล์รากผมด้านล่าง จากนั้นแพทย์จะใช้ Forceps ดึงเซลล์รากผมออกมาจากหนังศีรษะเก็บไว้ในน้ำยารักษารากผม เพื่อเตรียมย้ายเซลล์รากผมไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 3 : การเจาะรูเพื่อปลูกผมใหม่

ในขั้นตอนการฝังกอผม (กราฟ) ในบริเวณที่ต้องการทำการปลูกผมนั้น แพทย์จะใช้ Forceps ปลายแหลม 2 ตัว โดยมือหนึ่งเปิดรูให้อ้าออก แล้วใช้อีกมือใส่กราฟเข้าไป เพื่อลดการบอบช้ำของเซลล์รากผม แพทย์ใช้เข็มเจาะแล้วปลูกผมใหม่ลงไป เพื่อเพิ่มความหนาแน่นแต่ละบริเวณที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 4 : การฝังกอผม (กราฟ)

การดำเนินการขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนปริมาณเซลล์รากผมที่ต้องการ ระหว่างขั้นตอนนี้ จะมีเวลาให้กับผู้ป่วยสำหรับการ รับประทานอาหารและพักผ่อน ประมาณ 10-15 นาที เป็นระยะๆ หลังจากการปลูกผมเสร็จสื้น พยาบาลจะทำการพันศรีษะผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจเกิดการบวมบริเวณหน้าผากหลังการ ปลูกผม หรืออาจเกิดตุ่มหนองเล็กๆ คล้ายหัวสิวได้บ้างบริเวณรูขุมขนที่ปลูก ซึ่งอาจให้ยาปฎิชีวนะเพื่อการรักษา หรืออาจมีอาการชาบริเวณหนังศีรษะหลังการปลูก ซึ่งอาการดังกล่าวก็มักจะหายไปได้เอง

ขั้นตอนที่ 5 : กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

คนไข้สามารถสระผมได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการปลูก และสระได้ทุกวันหลังจากนั้น โดยไม่ต้องกังวลว่าแผลจะอักเสบหรือติดเชื้อ (ทางเราจะทำการสระผมพร้อมสอนวิธีการสระผมให้คนไข้เป็นเวลา 5 วัน) หลังผ่าตัดให้ปฏิบัติตัวตาม คำแนะนำ สามารถนอนหงายได้ปกติ แต่ควรจะคาดผ้า (head band ) ไว้สักระยะ ส่วนใหญ่แนะนำ 5 วันเพื่อป้องกันอาการหน้าบวม ระยะแรกหลังการผ่าตัด เส้นผมจะร่วงไปก่อนโดยรากผมจะเข้าสู่ระยะพักประมาณ 3-4 เดือน จึงเริ่มงอกขึ้นมาใหม่ อัตราการยาวของเส้นผมจะเท่ากับเส้นผมปกติตามธรรมชาติ ดังนั้น ระยะเวลาที่ผมจะยาวทันกันและให้ผลปรากฏที่สวยงาม จึงอยู่ที่ประมาณ 8-10 เดือน